It's me kamyui

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

5 ทะเลที่สวยที่สุดในโลก


Panalu'u Beach
 เป็นหาดทรายสีดำอยู่ที่เกาะฮาวาย ทรายสีดำเกิดจากหินภูเขาไฟเย็นตัวลงเมื่อเจอกับน้ำทะเล เล่ากันว่าหากใครนำทรายสีดำกลับบ้านไปด้วย ก็จะถูกสาปแช่งจากเทพแห่งภูเขาไฟ นามว่าเปเล่


Papakolea Beach
 เป็นหาดทรายสีเขียวแห่งหนึ่งจากหาดทรายสีเขียวสองแห่งบนโลกนี้  หาดทรายแห่งนี้อยู่ที่เกาะฮาวาย หินทรายสีเขียวที่เห็นเป็นผลึกคริสตัลเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ และการกัดกร่อนจากธรรมชาติ


Hyams Beach
 หาดทรายสีขาวแห่งนี้อยู่ที่ South Wales ประเทศออสเตรเลีย ได้รับการบันทึกการกินเนสบุ๊คว่าเป็นหาดทรายที่ขาวที่สุดในโลก


Pfeiffer Beach
 หาดทรายแห่งนี้อยู่ที่ Big Sur รัฐแคลิฟอร์เนีย ทรายอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสจึงมีสีม่วงปนชมพูอย่างที่เห็นในรูป


Kaihalulu Beach
หาดทรายสีแดงแห่งนี้อยู่ที่เกาะ Maui ฮาวาย สีของดินและทรายจากบริเวณรอบๆ ก็มีสีแดงเช่นกัน ซึ่งลักษณะแบบนี้หาไม่ได้ง่ายนัก

ที่มาhttp://www.kroobannok.com/blog/28640




แนวทางการอนุรักษ์ปะการัง

  จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของการพัฒนาบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย และกิจกรรมการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆในแนวปะการังที่เพิ่มมากขึ้นได้ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อคุณค่าทางธรรมชาติและระบบนิเวศของแหล่งปะการังดังนั้นสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมจึงได้มีการประสานความร่วมมือจากหน่วยงามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำ


 1. มาตรการเร่งด่วนการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลด้านป่าชายเลนและปะการัง ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ
  การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีปะการังจังหวัด รับผิดชอบดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความร่วมมือในการประกาศเขตรักษาพืชพันธุ์
  การป้องกันการทำลายปะการังและการประชาสัมพันธ์โดยกรมประมง กรมป่าไม้ กองทัพเรือ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และจังหวัดรับผิดชอบดำเนินการ
 มาตรการเร่งด่วนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534
  2. แผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล จังหวัดภูเก็ต บริเวณหาดป่าตอง กะรน กะตะ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2534 ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ จะมีแผนการจัดการปะการังรวมอยู่ด้วย
  3. นโยบาย มาตรการ และแผนปฏิบัติการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 สาระสำคัญมีดังนี้



 ให้มีการจัดการปะการังโดยสอดคล้องกับคุณค่าทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกิจกรรมการใช้ประโยชน์ต่างๆ
 ลดและป้องกันปัญหาความเสื่อมโทรมของปะการัง
 สนับสนุนให้มีการคุ้มครองปะการังเพื่อผลประโยชน์ยั่งยืน
 ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการคุ้มครองปะการัง
  4. แผนแม่บทการจัดการปะการังของประเทศ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2535 ประกอบด้วยนโยบายและมาตรการการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในแนวปะการัง ดังนี้
 เขตการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว และนันทนาการ
     -  เขตท่องเที่ยวหนาแน่น
     -  เขตท่องเที่ยวธรรมชาติ
     - เขตการดูแลของท้องถิ่น



 เขตอนุรักษ์เพื่อความสมดุลของระบบนิเวศ และการวิจัย

   นอกจากการดำเนินงานของรัฐภายใต้แผนแม่บทฯ ดังกล่าวแล้ว คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 เห็นชอบด้วยกับแผนปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งแผนดังกล่าวได้กำหนดให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอนุรักษ์ปะการัง โดยการติดตั้งทุ่นผูกเรือ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนโดยทั่วไปรับทราบ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ปะการัง ดังนั้น ประชาชนในท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรควรรวมตัวกันเพื่อดูแลรักษาแนวปะการังของท้องถิ่นตนไว้ให้ใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป ซึ่งมีวิธีการต่างๆ คือ
   1. ผูกจอดเรือกับทุ่นผูกเรือ และไม่ทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง
  2. ทำเครื่องหมายแสดงแนวปะการัง เพื่อมิให้เรือเข้ามาในแนวนั้น
  3. กวดขัน สอดส่องมิให้มีการระเบิดปลาโดยเด็ดขาด
  4. ห้ามการประมงอวนลาก อวนรุน เข้ามาจับปลาบริเวณชายฝั่งที่มีแนวปะการัง
  5. ช่วยกันส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของการรักษาธรรมชาติของปะการัง เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น
  6. ในฐานะประชาชนในท้องถิ่นจะต้องไม่เก็บหาปะการังขึ้นมาขาย
  7. นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปต้องไม่ทิ้งขยะและเศษสิ่งของลงท้องทะเล


ที่มาhttp://www.dnp.go.th/npo/html/Research/Coralreef/Coralreef_8.html

ฟูลมูนปาร์ตี้

         นักท่องเที่ยวนับพันนับหมื่นที่ “เกาะพะงัน” จ.สุราษฎร์ธานี ดวงจันทร์ในคืนวันเต็มดวง คือ สิ่งที่พวกเขาเฝ้ารอคอย หลายคนดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศไกลๆ เพียงเพราะต้องการมาสัมผัสกับบรรยากาศอันเมา (และ) มัน ของ “ฟูลมูนปาร์ตี้” มหกรรมริมชายหาดที่โด่งดังขึ้นชื่อระบือไกลในระดับโลก


กำเนิด

       ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า งานฟูลมูนปาร์ตี้ในเมืองไทย มีต้นกำเนิดจากที่ไหน เสม็ด สมุย หรือพะงัน แต่สำหรับต้นกำเนิดของงานฟูลมูนปาร์ตี้ที่ เกาะพะงัน มีข้อมูลบันทึกว่า เมื่อช่วงราวๆ ปี พ.ศ.2530-31 (บางข้อมูลบอกปี 28) มีคนกลุ่มหนึ่งประมาณ 20-30 คน ได้จัดงานวันเกิดขึ้นที่หาดริ้นนอกในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง (บ้างก็ว่าเป็นการจัดงานเลี้ยงส่งนักท่องเที่ยว) ซึ่งสมัยนั้นสภาพพื้นที่ที่นี่ยังคงดิบๆ มีความเป็นธรรมชาติมากกว่าความเป็นชุมชนท่องเที่ยวเหมือนในสมัยนี้
       
       จากนั้นคนอื่นๆ ได้นำแนวคิดการจัดงานในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงไปจัดบ้าง จนแพร่หลายกลายเป็นที่นิยม และพัฒนามาสู่งานฟูลมูนปาร์ตี้ที่หาดริ้นนอกอันขึ้นชื่อเฉกเช่นปัจจุบัน




    ช่วงแรกๆ ที่ฟูลมูนเกาะพะงัน เริ่มเป็นที่พูดถึง ทิวทัศน์ในคืนเดือนเพ็ญที่หาดริ้นนอกนั้นได้ชื่อว่า สวยงามมาก หลังตะวันลับฟ้า พระจันทร์ดวงกลมโตจะค่อยๆ แย้มพรายจากฟากฟ้ามาส่องแสงสกาวสุกใส สะท้อนกับผืนแผ่นน้ำเปล่งประกายสวยงาม ท่ามกลางเวิ้งอ่าวที่ตีโค้งโอบล้อม 



 เมามัน
       
       ของคู่ฟูลมูนปาร์ตี้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การแดนซ์ เต้นแร้ง เต้นกา เต้นหมา เต้นแมว ซึ่งตลอดแนวชายหาดริ้นที่ยาวเป็นกิโล จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาแดนซ์กระจายกันอย่างสนุกสนาน โดยเพลงประกอบการเต้นที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเทคโนแดนซ์ R&B เฮาส์ ฮิปฮอป ส่วนพวกเร็กเก้ที่ผมเห็นก็มีอยู่ร้านหนึ่ง คนไม่เยอะเท่าไหร่ เรียกว่า เป็นนิชมาร์เก็ตสำหรับแฟนเพลงเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแต่ละร้านต่างก็จะเปิดเพลงของตัวเอง ร้านไหนเปิดเพลงสนุกก็จะมีคนมาเต้นกันเยอะเป็นพิเศษ


ที่มาhttp://www.manager.co.th/travel/viewnews.aspx?NewsID=9550000055113

สึนามิ

    สึนามิ (ออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นคือ /tsunami สึนะมิ ซึ่งต่างกันเล็กน้อยกับการออกเสียงในภาษาอังกฤษว่า /suːnɑːmi (ː)/ สึนามิ หรือ /tsuːnɑːmi (ː)/ (ทซู) นามิ (ท ควบ ซ ในเสียงญี่ปุ่น) คำว่า "สึนามิ" มีความหมายว่า "ท่าเรือ" (津 สึ) และ "คลื่น" (波/浪 นะมิ)
    บางครั้งคลื่นสึนามิถูกเรียกว่า คลื่นยักษ์ แต่ในช่วงปีหลัง คำนี้ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะคลื่นสึนามิไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกระแสน้ำเลย คำว่า "คลื่นยักษ์" ที่ครั้งหนึ่งเคยนิยมใช้นี้ มาจากลักษณะปรากฏทั่วไปที่สุด ซึ่งคือ คลื่นทะเลหนุน (tidal bore) สูงผิดปกติ ทั้งคลื่นสึนามิและกระแสน้ำต่างก็ก่อให้เกิดคลื่นน้ำที่พัดพาเข้สู่ฝั่ง แต่ในกรณีของคลื่นสึนามิ การเคลื่อนที่ของน้ำในแผ่นดินนั้นยิ่งใหญ่กว่าและกินเวลานานกวามาก จึงให้ความรู้สึกของกระแสน้ำสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ คำว่า "คลื่นสึนามิ" เองก็ไม่ถูกต้องนักเมื่อเทียบกับ "คลื่นยักษ์" เพราะคลื่นสึนามิไม่จำกัดอยู่เฉพาะกับท่าเรือ บรรดานักธรณีวิทยาและนักสมุทรศาสตร์ต่างไม่เห็นด้วยกับคำว่าคลื่นยักษ์




ลักษณะของคลื่น
คลื่นสึนามิแตกต่างจากคลื่นน้ำธรรมดามาก ตัวคลื่นนั้นสามารถเดินทางได้เป็นระยะทางไกล โดยไม่สูญเสียพลังงาน และสามารถเข้าทำลายชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดหลายพันกิโลเมตรได้ โดยทั่วไปแล้วคลื่นสึนามิซึ่งเป็นคลื่นในน้ำ จะเดินทางได้ช้ากว่าการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เป็นคลื่นที่เดินทางในพื้นดิน ดังนั้น คลื่นอาจเข้ากระทบฝั่งภายหลังจากที่ผู้คนบริเวณนั้นรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวเป็นเวลาหลายชั่วโมง

คลื่นโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติสำคัญที่วัดได้อยู่สองประการคือ คาบ ซึ่งจะเป็นเวลาระหว่างลูกคลื่นสองลูก และ ความยาวคลื่น ซึ่งเป็นระยะห่างระหว่างลูกคลื่นสองลูก ในทะเลเปิด คลื่นสึนามิมีคาบที่นานมาก โดยเริ่มจากไม่กี่นาทีไปจนเป็นชั่วโมง ในขณะเดียวกันก็มีความยาวคลื่นที่ยาวมาก โดยอาจยาวถึงหลายร้อยกิโลเมตร ในขณะที่คลื่นทั่วไปที่เกิดจาก ลมที่ชายฝั่งนั้นมีคาบประมาณ 10 วินาที และมีความยาวคลื่นประมาณ 150 เมตรเท่านั้น ความสูงของคลื่นในทะเลเปิดมักน้อยกว่าหนึ่งเมตร ซึ่งทำให้ไม่เป็นที่สังเกตของผู้คนบนเรือ คลื่นสึนามิจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ชายฝั่งที่มีความลึกลดลง คลื่นจะมีความเร็วลดลงและเริ่มก่อตัวเป็นคลื่นสูง โดยอาจมีความสูงมากกว่า 30 เมตร

คลื่นสึนามิจะเคลื่อนตัวออกจากแหล่งกำเนิด ดังนั้น ชายฝั่งที่ถูกกำบังโดยแผ่นดินส่วนอื่นๆ มักปลอดภัยจากคลื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่คลื่นจะสามารถเลี้ยวเบนไปกระทบได้ นอกจากนี้ คลื่นไม่จำเป็นต้องมีความแรงเท่ากันในทุกทิศทุกทาง โดยความแรงจะขึ้นกับแหล่งกำเนิดและลักษณะของภูมิประเทศแถบนั้น

คลื่นจะมีพฤติกรรมเป็น "คลื่นน้ำตื้น" เมื่ออัตราส่วนระหว่างความลึกของน้ำและขนาดของคลื่นนั้นมีค่าต่ำ ดังนั้น เนื่องจากมีขนาดของคลื่นที่สูงมาก คลื่นสึนามิจึงมีคุณสมบัติเป็นคลื่นน้ำตื้นแม้อยู่ในทะเลลึกก็ตาม คลื่นน้ำตื้นนั้นมีความเร็วเท่ากับรากที่สองของผลคูณระหว่างความเร่งจากสนามแรงโน้มถ่วง (9.8 เมตร/วินาที2) และความลึกของน้ำ ตัวอย่างเช่น ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีความลึกประมาณ 4,000 เมตร คลื่นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อวินาที หรือ 720 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนที่ชายฝั่งที่มีความลึก 40 เมตร คลื่นจะมีความเร็วช้าลงเหลือ 20 เมตรต่อวินาที หรือ 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B6%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4

เหตุผล ที่คนเราไปทะเล


เพราะชีวิตต้องการความตื่นเต้น


ไปเรียนรู้การเกยตื้นแบบดั้งเดิมและถูกต้องที่สุด


จะได้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้


หรือบางทีตัวคนเดียวก็สบายใจกว่า


เป็นการหายตัวไปชั่วคราว เพื่อหาความสงบบ้าง


หรืออาจตลอดไป (สงบของจริง)

ที่มาhttp://webboard.yenta4.com/topic/437893


เตรียมตัวไปเที่ยวทะเล



เตรียมตัวไปเที่ยวทะเล
   ในกระเป๋าของนักเที่ยวทะเล นอกจากเตรียมชุดว่ายน้ำ
ครีมกันแดด และกางกางเล ยังมีลิสต์รายการเป็นหางว่าวที่เรา
ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ (ทั้งหลาย) ให้หย่อนลงกระเป๋า
เมื่อคิดวางแผนจะไปทะเล อันมีดังต่อไปนี้
 1. เตรียมถุงทะเล (Ocean pack) เอาไว้ให้ดี อย่างน้อยถ้าคุณไม่ได้ซื้อกล้องชนิดกันน้ำได้ การพกถุงทะเลก็ช่วยรักษาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สุดรักของคุณเอาไว้ได้เป็นอย่างดีเชียว
 2. ล่วมยา บางทีแค่ยาแก้ปวดหรือยาลดไข้อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการเที่ยวทะเลอีกต่อไป เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ คุณอาจจะโดนไรทะเลแทะเล็มผิวจนเป็นผื่นแพ้ ดังนั้นในล่วมยาควรจะมียาแก้แพ้ หรือคารามายด์ เอาไว้ทาบริเวณที่โคนกัดต่อย อีกทั้งควรมียาทากันยุงเอาไว้อีกรายการด้วยก็จะดีมาก
 3. After sun lotion แม้ว่าตลอดทั้งวัน คุณจะทาครีมกันแดดซ้ำ ๆ ทุก 2 ชั่วโมง แต่ร่องรอยของการเผาไหม้ยังคงมีอยู่ ดังนั้นควรเลือกโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ หรือวิตามินดี เพื่อสมานรอยแดดเผาหลังอาบน้ำเสร็จ
 4. แว่นกันแดด ไม่เพียงสวมใส่เพื่อความเก๋ไก๋ แต่ยังช่วยปกป้องอวัยวะส่วนสำคัญที่สุดในร่างกายเอาไว้ด้วย
 5. ลดพื้นที่การจัดกระเป๋าด้วยการแบ่งแชมพู ครีมนวด ครีมอาบน้ำลงขวดขนาดเล็กสำหรับเดินทาง แถมจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาโหลดกระเป๋าด้วย
 6. ควรเลือกเสื้อผ้าที่ยับยากสำหรับเดินทาง
 7. พกขวดน้ำฉุกเฉินสำหรับตัวคุณเอง ในวันที่อากาศร้อนแดดจัดขณะล่องเรือกลางทะเล คุณอาจจะเกิดภาวะขาดน้ำเฉียบพลันได้ ดังนั้นอย่างนิ่งนอนใจกันไว้ดีกว่าแก้ พกขวดน้ำเล็ก ๆ เอาไว้ติดตัวด้วย เมื่อเตรียมตัวได้พร้อมก็ขอให้เที่ยวอย่างสนุกนะคะ


เมื่อคิดจะไปเยือนทะเล สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมติดกระเป๋าไว้แบบขาดไม่ได้ในยุคที่แสงแดดแผดจ้าขนาดนี้ คือ “ครีมกันแดด”
           ครีมกันแดดกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่คนรักทะเลเขาพกติดตัวไปไหนต่อไหน ซึ่งการไปทะเลนั้นจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงมากกว่าปกติ เพราะปริมาณความเข้มของแสงแดดและระยะเวลาในการเผชิญแสงนั้นยาวนานกว่าชีวิตประจำวันมาก
           ครีมกันแดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปจึงเป็นที่หมาปองของคน ซึ่งว่าไปแล้วมีหลายประเภท คือ ชนิดน้ำใส น้ำนม หรือครีมข้น แต่ถ้าจะเหมาะกับกิจกรรมท้าคลื่นแล้วละก็ ต้องมีคุณสมบัติกันน้ำได้ถึงจะเหมาะ
           ส่วนยี่ห้อของครีมกันแดดนั้นก็มีอยู่หลายยี่ห้อยกตัวอย่างก็เช่น คลินิกข์ UV Response Sun Protection Body and Face SPF 50, Banana, Anessa Perfect Sparkle Sunscreen SPF 50+PA, ลา โรช-โพเซย์ แอนเทลิโอส เอ็กซ์แอล ฟลูอิค เอ็กซ์ทรีม SPF 50+ฯลฯ


ที่มาhttp://rayong.mots.go.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=538748816&Ntype=12

ชิลๆ ที่ทะเล


ที่มาhttp://www.youtube.com/watch?v=EkHTsc9PU2A



ที่มาhttp://www.youtube.com/watch?v=PkmvIa3UMv4&feature=related